7/06/2555

การเขียนนิยาย


การเขียนนิยาย
ส.คุปตาภา
                      ครั้งต่อมาข้าพเจ้าก็ได้รับเชิญไปคุยกับนักเรียนชั้นมัธยมปลายของกลุ่มโรงเรียนหนึ่งซึ่งสนใจจะเป็นนักเขียนบ้าง  เมื่อเชิญไปคุยก็เลยมีการถามมาตอบไป  ตามลีลาของการคุย  ดังนี้
1.    ทำอย่างไรจึงจะเป็นนักประพันธ์หรือนักเขียนหนังสือได้
                    ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่า  เรื่องการเขียนหนังสือนั้นทุกคนในที่นั้นเขียนได้เมื่อตนมีความรู้ภาษาไทยมาพอสมควรจากในหลักสูตรของโรงเรียน  และอย่างน้อยทุกคนก็เคยเขียนจดหมายมาแล้วสั้นบ้างยาวบางเท่าที่จะมีเรื่องอันเป็นเนื้อหาที่ต้องการจะบอกเล่า  จะเขียนได้ดีคือมีการบรรยายได้ดีเพียงใดก็จะต้องมีพื้นฐานในเรื่องที่เขียนมากหรือน้อยเพียงใด  และที่สำคัญก็คือ  มีความคิดอะไรที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวให้ผู้อื่นได้รู้หรือมีความคิดร่วมกับเราส่วนศิลป์ในการถ่ายทอดนั้นทุกคนมีอยู่เช่นการเล่านิทาน
2.    อยากทราบว่าคนที่จะเขียนนิยายคือเรื่องสั้น  หรือนวนิยายนั้นจะต้องมีลักษณะอย่างไร
              คำว่านิยายนั้นตามพจนานุกรมแปลว่า  เรื่องที่เล่ากันมาที่จริงแล้วในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้นถือว่า นิทานต่างหากที่จะมีความหมายว่าเรื่องที่เล่ากันต่อๆมาอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้  อย่างที่เราเรียกกันว่า  นิทานพื้นบ้านเป็นต้น  ส่วน นิยายนั้นตรงกับภาษาอังกฤษ “Fiction”ถือว่าเป็นวรรณกรรมประกอบด้วยตัวละคร  หรือเหตุการณ์ทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งเกิดจากจินตนาการ  หรือที่เรียกว่า ความคิดคำนึงมิใช่เรื่องที่เล่ากันต่อๆมา
                       ดังนั้นคนที่จะเขียนนิยายได้  จะต้องเป็นคนที่มีความคิดคำนึงสูง  ซึ่งก็เป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่เป็นคนช่างคิด
                      อย่างไรก็ตาม  ความคิดคำนึกจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้คิดนั้นมีประสบการณ์  เช่นการกำหนดตัวละครก็คงจะต้องเคยประสบหรือสะดุดใจ  หรือประทับใจในใครสักคน  มาผูกต่อเนื่องกับเหตุการณ์อันอาจจะขยายไปอย่างไม่มีขอบเขตซึ่งแล้วแต่ผู้เขียนจะมีประสบการณ์อันก่อให้เกิดความคิดคำนึงได้มากน้อยเพียงใดจะต้องจำไว้ว่า  นิยายที่ดีนั้นสะท้อนภาพและความรู้สึกนึกคิดของสังคมรอบตัวผู้อ่านและผู้เขียนในขณะที่เกิดนิยายนั้น  ดังนั้นผู้เขียนจะต้องเป็นคน  ช่างสังเกตและ ช่างจำ และต้องมีความละเอียดในการถ่ายทอดออกเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย
                    สำหรับคำถามนี้จึงพอจะสรุปลักษณะผู้เขียนนิยายได้ว่า
1.  ต้องเป็นคนมีความคำนึงสูง   
2.   ต้องมีประสบการณ์มาก
3.  ต้องเป็นคนช่างสังเกต
4.  ต้องเป็นคนช่างจำ
5.  ต้องเป็นคนละเอียดมีระเบียบ  และละเอียดในการจัดลำดับการเขียน
        สิ่งเหล่านี้เราฝึกได้ตั้งแต่เด็ก  และโรงเรียนก็ได้ฝึกอบรมให้มาแล้วตั้งแต่อยู่ชั้นประถมโดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์  ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูและติดตามนักเรียนของข้าพเจ้ามา  นักเขียนในปัจจุบันนี้มักจะเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีพอสมควร เพราะโจทย์ในคณิตศาสตร์นั้นฝึกให้เกิดจินตนาการ  เช่นการแบ่งผลไม้เป็นกองก็ต้องนึกเห็นภาพผลไม้  การพายเรือทวนน้ำก็ต้องนึกเห็นภาพเรือ  ภาพกระแสน้ำ  เป็นต้น
        นิยาย  เป็นเรื่องสมมุติ  ซึ่งเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน  ไม่ใช่เรื่องจริง  แต่ผู้เขียนอาจจะนำเค้าเรื่องที่เกิดจริงนั้นมาดัดแปลงเขียนขึ้นได้  หรือจะเอาเหตุการณ์จริงแต่เพียงบางส่วนมาก็ได้ ตรงกับภาษาอังกฤษ Fiction
                 นิยาย  ประกอบด้วย 2ส่วนหลักคือ
                โครงเรื่อง  (Plat)  ประกอบด้วย
1.    สารัตตะหรือสาระหรือเรียกง่ายๆว่าแกนของเรื่องซึ่งต้องมีที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์จะถ่ายทอดความคิดของตนไปสู่ผู้อ่านตรงกับคำว่า Thane ในภาษาอังกฤษ
2.      เนื้อเรื่อง  ซึ่งประกอบด้วย
          ตัวละคร   อันจะต้องมีบุคลิกของแต่ละตัว  ตลอดจนนิสัยใจคอ  รูปร่างหน้าตา  ความเป็นปกติหรือผิดปกติ  พื้นรูปของตัวละคร  การศึกษา  อบรม  สิ่งแวดล้อม
     เหตุการณ์   พฤติกรรมของตัวละคร  เกิดที่ไหน  เมื่อไร  ประกอบด้วย  ฉาก  บรรยากาศ  กาละ  เทศะ
3.    ลีลา  หรือสไตล์การเขียน  คือการดำเนินเรื่องได้แก่  การลำดับเรื่อง  สำนวนภาษา  ซึ่งจะต้องเรียบง่ายกระชับชัดถูกต้องตามระเบียบภาษา  เป็นภาษาของหนังสือ  นอกจากจะเป็นใน  บทเจรจา  ซึ่งอาจจะใช้ภาษาถิ่น  ซึ่งจะต้องสมจริงตามสภาพ  และฐานะของตัวละคร
             ลีลาหรือสไตล์  ของผู้เขียนแต่ละคนไม่เหมือนกันทำได้  นิยายออกมาในรูปประเภทต่างๆ เช่น
             ประเภทของขัน  ประเภทเพ้อฝัน  ( นิยายรัก  วิทยาศาสตร์ ผีเหมือนมนุษย์  (เซอเรียลริสัม) ฯลฯ ประเภทลึกลับ  (ลืมสวนสอบสวน)  มหัศจรรย์ เช่นการค้นหาสมบัติ  ฯลฯ)
โคลงสอง  โคลงสองเป็นอย่างนี้  แสดงแก่กุลบุตรชี้  เช่นให้เห็นเลบงแบบนา
  โคลงสาม  โคลงสามแปลกโคลงสอง  โดยทำนองที่แท้  วรรคหนึ่งพึงเพิ่มแล้
                    เช่นให้เห็นเลบง  แบบนา
               โคลงนี่
        เพลงพื้นเมือง  หมายถึงการร้องเพลงและการเล่นต่างๆ  ที่นิยมเล่นเป็นประจำในพื้นบ้านพื้นเมืองตามท้องถิ่นต่างๆ  เนื่องในงานรื่นเริงวันนักขัตฤกษ์  ในงานฉลองสมโภชตามเทศกาล  เช่นตรุษสงกรานต์ รวมทั้งงานขอแรงประกอบกิจการต่างๆเช่นเพลงเกี่ยวข้าว
              เพลงพื้นเมืองนี้มีแตกต่างกันทุกภาคของประเทศ  จะมีเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ  ผู้ชายร้องเกี้ยวผู้หญิง  และผู้หญิงร้องตอบหรือถามผู้ชาย  ผู้ร้องสองฝ่ายเรียกว่าพ่อเพลง  และแม่เพลง  ต้องคิดกลอนสด  แก้กันด้วยไหวพริบปฎิพาณ
            เสียงลือเสียงเล่าอ้าง                           อันใด  พี่เอย
เสียงย่อมย่อยศใคร                                          ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล                                          ลืมตื่น   ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า                                                 อย่าได้ถามเผื่อ
            โคลงสองเป็นอย่างนี้   แสดงแก่กุลบุตรชี้  เช่นได้เห็นเพลง  แบบนา
             โคลงสามแปลกโคลงสอง      โดยทำนองที่แท้
 วรรคหนึ่งพึงเติมแล้                            เช่นนี้จงชม  เยี่ยมนา
          ครั้งหนึ่งนานมาแล้วดิฉันได้รับเชิญจากโรงเรียนเก่าให้ไปคุยกับนักเรียนปัจจุบัน ในฐานะศิษย์เก่าที่เป็นนักเรียน  ในตอนที่ได้รับเชิญก็คงจะมีชื่อมีเสียงกับเขาบ้างกระมั่งในบรรดานักเรียนสมัครเล่นทั้งหลาย
               ในเมื่อเขาเชิญดิฉันมาคุย  ก็เลยมีการถามมา-ตอบไป  ตามลีลาของการคุยนักเรียนปัจจุบันในตอนนั้นก็ถามดิฉันเป็นคำถามแรกว่า
1.    ทำอย่างไรจึงจะเป็นนักเขียนได้
                 ดิฉันต้องสารภาพว่า  เรื่องการเขียนหนังสือนั้นทุกคนก็เขียนได้  ถ้ามีความรู้ภาษาไทยพอสมควร  และเราทุกคนเคยเขียนจดหมายบางฉบับก็เขียนสั้น  บางฉบับก็ยาว  การที่จะเขียนเรื่องอะไรที่ยาวๆก็เห็นจะเห็นจะเริ่มกันมาจากการเขียนจดหมายการที่จะเขียนได้ยากเพียงใด  บรรยายได้ดีเพียงใดก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานในเรื่องที่เขียน  เข้ามีพื้นฐานของเรื่องที่จะเล่ามากก็เขียนได้ยาวมาก  แต่ถ้ามีพื้นฐานที่จะเขียนน้อย  จดหมายนั้นก็สั้น  ศิลปะที่ถ่ายทอดลงไปในจดหมายนั้นทุกคนดูเหมือนจะมีอยู่แล้วเช่นเดียวกันเพราะเราต้องเล่านิทานกันได้  และเคยฟังผู้ใหญ่เล่ามาก่อนทุกคนมีศิลป์ในการเล่าเรื่องบรรยาย  การเขียนก็คือการเล่าที่ถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
2.    อยากทราบว่าคนที่เป็นนักเขียนนิยาย  คือเรื่องสั้นหรือเรื่องยาวนั้นจะต้องมีคุณลักษณะสมบัติอย่างไร
                    เห็นจะต้องนิยามคำว่า  นิยายกันเสียก่อนคำว่า  นิยาย ในพจนานุกรมแปลว่า  เรื่องที่เล่ากันมา  แต่สำหรับดิฉันเชื่อว่า  นิทาน  ต่างหากที่หน้าจะเป็น  เรื่องเล่ากันมา  แล้วเอามาถ่ายทอดต่อกันไป  ส่วนคำว่า  นิยาย  นั้นตรงกับภาษาอังกฤษว่า  “Fiction”   ถือว่าเป็นวรรณกรรมประกอบด้วยตัวละครหรือเหตุการณ์ทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดจาก  จิตนาการ  หรือที่เรียกว่า  ความคิดคำนึง    มิใช่เรื่องที่เล่ากันมา
                 ดังนั้นคนที่จะเขียนนิยายได้  จะต้องมีพรสวรรค์ในทาง ความคิดคำนึงสูง  หน่อย  อย่างไรก็ตาม  ความคิดคำนึงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อคนผู้ใดนั้นจะต้องมีประสบการณ์  เช่นการกำหนดตัวละครก็จะต้องเคยสะดุดหรือประทับใจในใครสักคน  หรือหลายคนแล้วนำมาวาดผสมผสานให้เป็นตัวละครนั้นขึ้น  เค้าโครงเรื่องก็จะต้องมีเหตุอันประทับใจ  หรือสะดุดใจมาผูกต่อเนื่องกันจากเหตุการณ์อาจจะขยายไปอย่างไม่มีขอบเขตแล้วแต่ความคิดคำนึงของผู้เขียนว่า  มีพื้นฐานประสบการณ์มากน้อยเพียงไร  อย่าลืมว่านิยายที่ดีนั้นสะท้อนภาพและความนึกคิดของสังคมรอบตัวผู้อ่านและผู้เขียนในขณะที่เกิดนิยายนั้น  ดังนั้นผู้เขียนจะต้องเป็นคนชังสังเกต  และช่างจำ  นอกจากนั้นยังต้องมีความละเอียดในการถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย
             สำหรับคำถามนี้จึงพอจะสรุปลักษณะของผู้เขียนนิยายได้ว่า
1.    ต้องเป็นผู้มีความคิดคำนึงสูง
2.    ต้องมีประสบการณ์
3.    ต้องเป็นคนช่างสังเกต
4.    ต้องเป็นคนช่างจำ
5.    ต้องเป็นคนละเอียดมีระเบียบและละเอียดในการจัดลำดับการเขียน
                          สิ่งเหล่านี้เราฝึกได้ตั้งแต่เด็ก  ในฐานะของคนที่เป็นครูสังเกตมาว่า  ผู้ที่เป็นนักเขียนนิยายเมื่อเด็กมักจะเรียนคณิตศาสตร์ค่อนข้างจะดีพอสมควร  เพราะได้ฝึกฝนมาในลักษณะ 5ประการนี้ตั้งแต่เริ่มเรียนชั้นประถม
3.    อยากทราบประวัติการฝึกเขียนหนังสือของอาจารย์ว่าเป็นมาอย่างไร?
                       ดิฉันเป็นคนรักการอ่านหนังสือมาแต่เด็ก  ผู้ใหญ่มักจะให้อ่านนิยายจีนให้ฟัง  อ่านผิดท่านก็แก้ให้  บางเรื่องอ่านแล้วก็น้ำตาไหลไปด้วยก็มี  ดิฉันจะอ่านทุกอย่างตั้งแต่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์  กฎหมายฉลากยา  บทละคร  กลอนละคร  ฯลฯ  เรื่องที่ดิฉันประทับใจเสียน้ำตามากมายคือ  บทละครเรื่องสาวเครือฟ้า  การอ่านหนังสือนั้นเรียกว่า  อ่านแตกฉานมาตั้งแต่ห้าหกขวบ
                    พอเข้าโรงเรียนชั้นประถมซึ่งตอนนั้นอ่านหนังสือคล่องแล้วและเขียนพอได้  สมัยนั้นมีแค่ประถมต้นแล้วขึ้นมัธยมเลย  ในสมัยจบประถมต้นนั้นฝึกเขียนแล้ว  เขียนเรื่องให้เพื่อนๆอ่าน  เขียนโคลงสี่สุภาพ ที่ไม่รู้บังคับเอกโทหรือสัมผัส  เพียงแต่วรรคหน้า 5 คำ  วรรคหลัง 2 คำ  และโคลงบทหนึ่งมีสี่บรรทัด  ตอนนั้นชอบกลอนมากที่สุด  โคลงสี่สุภาพชอบลองลงมา
                   ดิฉันอ่านนิยายเรื่องสั้นของ  ก. สุรางคนางค์  เป็นเรื่องแรกสำหรับนิยายที่เขียนจบในฉบับหนังสือพิมพ์ดูเหมือนจะเดลิเมล์วันจันทร์หรือฉบับไหนจำไม่ได้  ที่ติดใจและชอบมากเพราะ  คุณ ก. เป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน  แต่อยู่ชั้นสูงกว่า  จึงยกย่องและเกิดความรู้สึกอยากจะเอาอย่างท่านบ้าง  เรื่องสั้นต่อมาที่ประทับใจที่สุดคือ  เรื่องของคุณทวี  มหาปารยะซึ่งน่าเสียดายที่ท่านผู้นี้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์
               ที่โรงเรียนมีหนังสือของโรงเรียนก็นับว่าเป็นการดี  เพราะเป็นสนามสำหรับนักเรียนฝึก  และในห้องเรียนพวกเราก็มีการเขียนเรื่องใส่สมุดแล้วไปวางไว้หน้าชั้นโต้ตอบกัน  ต่างใส่นามปากกาแต่งกันทุกวัน  ส่วนใหญ่เป็นพวกคำประพันธ์  เราเล่นกันเช่นนี้จนจบชั้นมัธยมปลายและออกไปจากโรงเรียน  แต่การเขียนนิยายหรือ  บทคำประพันธ์ออกมาสู่ตลาดไกลจากในห้องเรียนหรือในโรงเรียนแล้วยังไม่มี  จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยการเขียนนิยายเรื่องสั้นเรื่องแรกของดิฉัน  ลงในหนังสือรายปีของ ร.รสวนกุหลาบวิทยาลัยคุณสุจิตร  ศิกษะมัต  เป็นผู้นำไปลง   ท่านเป็นคนแรกที่ปั้นดิฉันขึ้นมาเรื่องสั้นเรื่องแรก  คือ  ลูกของพ่อต่อจากนั้นก็ลงนามในหนังสือมหาวิทยาลัย และหนังสือพิมพ์บ้าง ตามโอกาสและจังหวะ ต่อเมื่อออกเป็นครูแล้วเขียน นวนิยาย เรื่องแรก คือ หัวใจปรารถนาต่อด้วย อาณาจักรใจ
                     อย่างไรก็ตาม  นอกจากความสามารถแล้ว  จำจะต้องมีช่องโอกาสที่เปิดให้ได้แสดงฝีมือ  ถ้าหากใครก็ตามไม่มีช่องโอกาสคือ สนามที่จะลงพิมพ์เรื่องที่เขียนออกเผยแพร่ก็เหมือนเพชรที่จมอยู่ในตม  จะมีคนรู้จักก็หาไม่
4.    การเขียนเรื่องมีหลักเกณฑ์อย่างไร?
                      คำถามนี้เข้าหลักวิชาการ  แน่นอน  การเขียนจะต้องมีเกณฑ์แต่อย่าลืมว่าใครก็ตามจะเป็นนักเขียนที่ดีก็ต้องเป็นนักอ่านที่ดีมาก่อน    อ่านแล้วพิจารณา  ในทุกเรื่องที่เราอ่านไม่ว่าจะเรื่องสั้น  เรื่องยาวนั้นมีอะไรบางอย่าง  ก่อนจะเห็นว่า  มีฉาก  เรื่องที่กำลังอ่านนั้นมันเกิดที่ไหน  บางที่ก็ในบ้าน  ร้านกาแฟ   รถโดยสาร  ฯลฯ ถ้าเป็นเรื่องสั้นก็ฉากเดียว   แต่ถ้าเป็นเรื่องยาวก็หลายฉาก
             2. มีบรรยากาศ   ควบอยู่กับฉากบางที่ในฉากนั้นมีบรรยากาศเด่นกว่าฉาก
              3. มีตัวละคร  แล้วแต่ความสั้นยาวของเรื่อง  มีตัวเอก  และตัวประกอบ  ข้อสำคัญคือ  อย่าให้มากจนเกินความจำเป็น  อย่าให้ใกล้จนเบื่อสับสน  บทบาทของตัวละครสมจริงหรือไม่
               4.  มีพล็อต  คือวางกำหนดเรื่องว่าจะให้เรื่องสัมพันธ์กับบทบาทของตัวละครอย่างไรจะในเหตุการณ์ด้วยบรรยากาศอย่างไร
                 5.มีสาระหรือแกนของเรื่อง  คือจุดประสงค์ที่ผู้เขียนจะเน้นให้มีสาระอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์หรือที่จะค้างใจผู้อ่าน  และมักจะเสนอผ่านแทรกไปในบทบาทของตัวละคร  การบรรยายฉาก  หรือในบรรยากาศ
                 6.มีลีลา ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกันมีถ้อยคำสำนวนในการบรรยาย  การบรรลุลงในคำพูดของตัวละคร  วิธีการเสนอเหตุการณ์ในเรื่อง  การปล่อยตัวละคร  ฉาก  และเหตุการณ์  การเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย  ตลอดจนวิธีการย้ำความรู้สึกของผู้เขียนให้ผู้อ่านรู้สึกตาม  และลีลาในการเขียนนี้เลียนแบบกันได้ยาก
                   7. ทัศนของผู้เขียน  การเขียนหนังสือนิยายนั้นเป็นการสะท้อนภาพของชีวิตในสังคมออกเป็นลายลักษณ์อักษร  แต่ในทัศนของคนเขียนนั้นจะเน้นอะไรเพื่ออะไร
                    มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่เขียนตามความต้องการของสังคม  ตามรสนิยมของผู้อ่าน  เรียกว่า  สะท้อนภาพตรงไปตรงมา  บ้างก็หยิบยกเอาในความเสื่อมมาสนับสนุนโดยไม่มีการสร้างสรรค์เช่นเรื่องหยาบโลนเสื่อมคุณธรรมโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมความดีของวัฒนธรรม  แม้แต่ในเรื่องภาษา
                    ประเภทนี้ขณะนี้ถูกต้องตามรสนิยมของสังคมและตลาดต้องการ
                    ยังมีอีกประเภทเขียนเชิญสร้างสรรค์  ชี้ปัญหาและทางควรแก้ไขและพยายามที่จะสงวนรักษาวัฒนธรรมในด้านภาษา  และในด้านขนมธรรมเนียมประเพณี  เรื่องประเภทนี้มักจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด  เขียนแล้วขายไม่ค่อยได้  แต่ในฐานะของผู้อ่านนั้นต้องแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน
           ในการเขียนนิยายที่จะเข้าขั้นนักเขียนอาชีพ
                มีวิธีการหรือหลักเกณฑ์การเขียนซึ่งพอจัดขั้นตอนได้  8  ขั้นคือ
           1.1. การวางพล็อตธรรมดา
1. พล็อตในการเขียนนิยาย  (ที่เป็นร้อยแก้ว)  ประกอบด้วยข้อสำคัญ 3 ประการคือ
            1.1.1. ตัวละคร  จะต้องสร้างตัวละครเอก  หรือกลุ่มของตัวละครซึ่งจะต้องให้พอเหมาะกับที่ผู้อ่านจะสนใจและห่วงว่าอะไรเกิดขึ้นแก่ตัวละครนั้น  ตัวเอกจะเป็นเทพธิดา นางฟ้า  หรือจะเป็นตัวชั่วร้ายก็ได้แต่จะต้องสร้างให้เกิดอารมณ์ชื่นชม  ขบขัน  ไม่ชอบ  เกลีบด  สงสาร  หรือะไรก็ได้ที่ผู้เขียนอยากจะให้เป็น
               1.1.2.  ความขัดแย้ง  จะต้องนำตัวเอกมาให้เผชิญกับปัญหาความขัดแย้งที่จะต้องมีการแก้ปัญหาความขัดแย้งอาจจะเกิดจากตายนอกละคร  หรือเกิดความขัดแย้งในจิตใจของตัวเอง เช่น  ความคิดขัดแย้งในมโนธรรม  หรืออาจจะเป็นความขัดแย้งทั้งภายนอกและทั้งจิตใจ  ความขัดแย้งมี 3 ประการ  คือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ  และระหว่างจิตใจตนเอง
                1.1.3.  การแก้ความขัดแย้ง  เรื่องจะลงเอยในตอนท้ายอย่างไร  จะต้องลงเอยในการที่ผู้อ่านยอมรับ  จะต้องเป็นส่วนที่พึ่งเกิดจากการกระทำของตัวเอก  ไม่ใช่เกิดโดยบังเอิญ  หรือโดยโชคชาตา  หรือโดยการบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์    ซึ่งคนอ่านจะเกิดความรำคาญ
1.2.  การเตรียมพล็อต  ก่อนจะลงมือเขียน      จะต้องเตรียมพล็อตไว้ก่อน  นักเขียนดีๆ  นั้นพอนึกหาพล็อตได้ก็จะเขียนไว้ในการดีเล็กๆ  เก็บไว้  เพราะในขณะที่เขียนอาจจะแกว่งไปจากพล็อตที่วางไว้ก่อนได้  เนื่องจากพอเริ่มต้นลงมือเขียน  อาจจะกินเวลาอีกนานบางทีเป็นเดือน  เป็นปีจึงจะเขียนเรื่องจบ  และมีนักเขียนจำนวนไม่น้อยพล็อตเพียนไปจากเดิมที่ตั้งไว้
  2.  ตัวละคร
2.1  การสร้างตัวละคร
                  การเสนอตัวละคร  ควรจะเสนอจากการกระทำของตัวละคร  เสนอจากเหตุการณ์  หรือความขัดแย้งที่ละเล็กละน้อย  จนกระทั่งให้ผู้อ่านรู้จักเธออย่างดี  ทั้งรูปร่างหน้าตา  นิสัยใจคอในที่สุด
2.2  การเตรียมตัวละคร  เมื่อวางพล็อตแล้วก็จะต้องวางตัวละครดังนั้น  เมื่อเกิดพบใครที่ใกล้เคียงกับตัวละครที่จะบรรจุลงไปในเรื่องให้เหมาะสม  ก็จะต้องรู้จักและเข้าใจบุคคลนั้นอย่างเต็มที่  เช่นคนผู้นั้นมีนิสัยใจคออย่างไร  ชอบปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง  มีสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร  ลีลาท่าทางการพูดการเดินเป็นอย่างไร  มีชีวประวัติย่อๆอย่างไร  เช่นกำพร้า  หรือลูกผู้ลากมากดีอย่างไร  แล้วก็เขียนใส่ดารุดไว้    อย่าลืมว่าตัวละครต้องสมจริง  บุคคลของตัวละครจะต้องไม่เปลี่ยนไป  อายุของตัวละคร  เวลาผ่านไปเป็นอย่างไรจะต้องแก่ไป  เปลี่ยนไปตามกาล  การวางตัวละครโดยไม่คำนึงถึงเวลานี้เคยมีบางเรื่อง  เจ้าของเป็นนักเขียนมีชื่อ  แต่ท่านลืมไปว่า  ตอนหนึ่งท่านกำหนดได้  ตัวละครนั้นตาย  แต่เหตุการณ์ต่อมานานเข้าท่านพูดถึงตัวละครนั้นตายอีกครั้ง  กรรมเดียววัน  แต่ต้องวาระ  ดังนั้นในการเตรียมตัวละครจึงต้องมีการจดบันทึกใส่กล่องหรือแฟ้มเรื่องเอาไว้
          3.  แก่นหรือสาระของเรื่องจะต้องมี    ซึ่งเป็นเหตุผลว่าผู้เขียนเขียนเรื่องนั้นขึ้นมาทำไม  ผู้เขียนพยายามจะบอกอะไรแก่ผู้สอน  ผู้เขียนสอดแทรกไว้ตรงไหน  ตอนไหน ในเหตุการณ์ใด
           4. การดึงหรือชะลอไว้ให้เกิดความอยากรู้    บางครั้งสร้างความขัดแย้งไว้ หรือสร้างปัญหาไว้ยากที่จะให้ผู้อ่านสนใจในตัวละครขณะที่ตัวขัดแย้งหรือปัญหาเกิด  จะต้องประวิงเรื่องให้ไปยืดหรืออ้วนมาอีกในอีกหลายตอนจะต้องมีการย้อนทบทวนเรื่องก็ต้องพยายามกล่าวถึงเพียงสั้นๆถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะต้องย้อนซ้ำเรื่อง  บางทีผู้เขียนผูกปมเอาไว้แล้วแก้ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านตื่นเต้นคิดว่าปัญหาต่างๆที่ผู้เขียนผูกตัวละครเอาไว้นั้นแก้ทันเวลาหรือไม่  ซึ่งอาจจะต้องดึงตัวละครมาถึงบทสนทนายืดเหตุการณ์ออกไป
           5.ช่วงมืด   นิยายดีๆมักจะมีช่วงมืดคือช่วงที่ตัวเอกรู้สึกสิ้นหวังหรืออะไรทำนองนั้นเพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมตกอกตกใจเอาใจช่วยไปด้วย
           6.  การใช้ความบังเอิญ   จะต้องไม่นำความบังเอิญมาใช้ผิดที่หรือผิดจังหวะและต้องไม่ใช้ความบังเอิญในการแก้ปัญหา
             7. ตอนจบ  สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้จบอย่างที่ผู้อ่านพอใจ


                  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น